9 ทางเลือกแทน Skype ที่ควรเปลี่ยนมาใช้ในปี 2026

เมื่อ Skype ปิดตัว องค์กรต้องมองหาทางเลือกใหม่
เมื่อ Skype ให้บริการครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2025 นับเป็นการปิดฉากยุคสมัยสำหรับองค์กรที่ใช้งานเพื่อการประชุมทางวิดีโอมาตลอดสองทศวรรษ หากคุณกำลังมองหาทางเลือกแทน Skype ที่ดีที่สุด บทความนี้รวบรวม 9 โซลูชันด้านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์และการโทรด้วยเสียงที่ดีที่สุดในปี 2025 ไว้ให้แล้ว
คุณจะได้เรียนรู้วิธีเลือกทางเลือกแทน Skype ที่เหมาะกับองค์กรของคุณ พร้อมตัวเลือกทั้ง 9 รายการให้พิจารณา และวิธีอัปเกรดชุดเครื่องมือด้านการสื่อสารขององค์กรให้ดีขึ้นอย่างครบวงจร
ตารางเปรียบเทียบ 9 ทางเลือกแทน Skype ที่ดีที่สุด
| ซอฟต์แวร์ | เหมาะกับ | ฟีเจอร์เด่น | ราคาเริ่มต้น |
|---|---|---|---|
| Zoom Workplace | การประชุมวิดีโอและการทำงานร่วมกันแบบครบวงจร | ผู้เข้าร่วมโต้ตอบได้สูงสุด 100 คน, ถอดเสียง/คำบรรยายสด, มุมมองแกลเลอรี, Breakout Room, สรุปการประชุมด้วย AI, แชทต่อเนื่อง, โพล, วิดีโอ/เสียงคุณภาพสูง, ความปลอดภัยระดับองค์กร | แพ็กเกจฟรี / เริ่มต้น $13.32/เดือน |
| Microsoft Teams | ผู้ใช้งานในระบบนิเวศ Microsoft | เชื่อมต่อ Microsoft 365 ไร้รอยต่อ, ศูนย์กลางการสื่อสารครบวงจร | แพ็กเกจฟรี / Teams Essentials $4/เดือน |
| Google Meet | ประชุมผ่านเบราว์เซอร์ที่รวดเร็ว | วิดีโอ/เสียงคุณภาพสูง, คำบรรยายสด, โพลและ Q&A, ติดตามการเข้าร่วม | ฟรี / Business Starter $6/ผู้ใช้/เดือน |
| RingCentral MVP | บริษัทที่เน้นระบบโทรศัพท์เป็นหลัก | โทรระหว่างประเทศไม่จำกัด, แชทไม่จำกัด, จัดเก็บไฟล์และจัดการงาน, ระบบโทรศัพท์ระดับธุรกิจ | $30/ผู้ใช้/เดือน (ชำระรายเดือน) |
| Webex | องค์กรที่ต้องการความปลอดภัยเข้มงวด | ผู้ช่วย AI (แพ็กเกจเสียเงิน), โพลสด, Q&A, ประชุมได้สูงสุด 100 คนในแพ็กเกจฟรี | ฟรี / Webex Meet $12/เดือน/ไลเซนส์ |
| Slack | ประชุมย่อยแบบรวดเร็ว | การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์, โทรในแอป | ฟรี / Pro $8.75/เดือน (ชำระรายเดือน) |
| Viber | การส่งข้อความและโทรระหว่างประเทศ | แชทกลุ่ม, แชร์ไฟล์ทุกประเภท, โทรเสียง/วิดีโอได้สูงสุด 40 คน | ฟรี / Viber Plus $1.99/เดือน |
| Discord | การสื่อสารในทีมแบบสบายๆ ผ่านห้องเสียง/วิดีโอ | ระยะเวลาประชุมไม่จำกัด, Breakout Room, บอทเซิร์ฟเวอร์สำหรับควบคุมอัตโนมัติ | ฟรี / Nitro $5/เดือน |
| GoTo Meeting | วิดีโอคอนเฟอเรนซ์พื้นฐานราคาประหยัด | ฟีเจอร์ความปลอดภัยของการประชุม, ถอดเสียงการประชุม, เครื่องมือวาดและใส่คำอธิบายในที่ประชุม | เริ่มต้น $12/เดือน/องค์กร |
*ราคาอ้างอิง ณ เดือนกันยายน 2025 กรุณาตรวจสอบราคาและฟีเจอร์ล่าสุดโดยตรงกับแต่ละบริษัท
1. Zoom — ประชุมวิดีโอและทำงานร่วมกันแบบครบวงจร


จุดเด่น: แชร์หน้าจอได้ยืดหยุ่น, ทำงานร่วมกันง่าย, ตอบโจทย์มาตรฐาน Compliance หลายรายการ, มีระบบตัดเสียงรบกวนด้วย AI ในตัว
ข้อจำกัด: แพ็กเกจฟรีจำกัดเวลาประชุมที่ 40 นาที
Zoom Workplace เป็นที่รู้จักในฐานะแพลตฟอร์ม UCaaS แบบครบวงจรที่มีพลวัตสูง ผสานรวมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ากับโทรศัพท์ แชท และเครื่องมือการทำงานร่วมกันอื่นๆ คุณสามารถเริ่มจัดประชุมวิดีโอความละเอียดสูงไม่จำกัดจำนวนครั้ง สำหรับผู้เข้าร่วมสูงสุด 100 คน ครั้งละ 40 นาทีได้ในแพ็กเกจ Basic
ฟีเจอร์เด่นอื่นๆ ของ Zoom ได้แก่:
- แชร์หน้าจอแบบยืดหยุ่น: แชร์ได้ตั้งแต่หน้าจอทั้งหมด บางส่วนของหน้าจอ เสียงจากอุปกรณ์ ไปจนถึงวิดีโอจากกล้องตัวที่สอง
- ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์: ผู้เข้าร่วมเขียนหรือวาดบนหน้าจอที่แชร์ และแก้ไขไฟล์ร่วมกันได้ ทั้ง Zoom Canvas, Google Docs และไฟล์ Microsoft Office
- Zoom Chat: ส่งข้อความและแชร์ไฟล์กับทีมงานได้ในไม่กี่คลิก รวมถึงระหว่างประชุม เมื่อเปิดใช้แชทต่อเนื่อง คุณยังเข้าถึงข้อความที่ส่งระหว่างประชุมได้แม้ประชุมจบไปแล้ว
- Zoom AI: สรุปการประชุมและตอบคำถามระหว่างประชุมช่วยให้ติดตามทุกบทสนทนาได้ ทั้งรับสรุปที่สร้างด้วย AI พร้อมข้อมูลเชิงลึกและ Action Item หรือถามคำถามเกี่ยวกับบทสนทนาแบบเรียลไทม์โดยไม่ขัดจังหวะการประชุม
นอกจากนี้ Zoom ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวระดับองค์กร โดยสามารถเปิดใช้การเข้ารหัสแบบ End-to-End (E2EE) สำหรับการประชุมได้ แอดมินสามารถใช้การควบคุมเส้นทางข้อมูลเพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของข้อมูลได้ดีขึ้น พร้อมฟีเจอร์ความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น ห้องรอ การควบคุมสิทธิ์ตามบทบาท และรหัสผ่านการประชุม
2. Microsoft Teams — สำหรับผู้ใช้งานในระบบนิเวศ Microsoft


จุดเด่น: เข้าถึงเครื่องมือ Microsoft ได้ง่าย, ขยายสเกลได้ดี, ความปลอดภัยระดับองค์กร
ข้อจำกัด: แพ็กเกจฟรีครอบคลุมแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน ต้องอัปเกรดเป็น Premium สำหรับฟีเจอร์เพิ่มเติม, เรียนรู้ใช้งานยากกว่า, Microsoft 365 Copilot มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
Microsoft Teams มอบประสบการณ์การโทรเสียงและวิดีโอที่ใช้งานง่าย เริ่มวิดีโอคอลได้จากแอปหรือเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเพิ่มเติม การแชร์หน้าจอก็ตรงไปตรงมาเช่นกัน ด้วยฟีเจอร์ไวท์บอร์ดที่ให้ผู้เข้าร่วมเพิ่มโน้ตและความคิดเห็นได้
Microsoft Teams เป็นตัวเลือกที่ตรงไปตรงมาหากคุณอยู่ในระบบนิเวศ Microsoft อยู่แล้ว เข้าถึง Word, OneDrive, PowerPoint และเครื่องมืออื่นๆ ได้ในไม่กี่คลิกภายใน Teams อีกทั้งยังปลอดภัยกว่า Skype มาก ด้วยการเข้ารหัสแบบ End-to-End พื้นที่จัดเก็บที่มากขึ้น และการจัดการข้อมูลที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าอินเทอร์เฟซที่ซับซ้อนเป็นข้อเสียเล็กน้อย
3. Google Meet — สำหรับการประชุมผ่านเบราว์เซอร์ที่รวดเร็ว


จุดเด่น: เชื่อมต่อกับเครื่องมือ Google อื่นๆ ได้ง่าย, ดีไซน์ใช้งานง่าย, มีระบบตัดเสียงรบกวนในตัว
ข้อจำกัด: ข้อจำกัดด้านการแชร์หน้าจอ, ใช้ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ค่อนข้างมาก, ไม่มีแอปเดสก์ท็อป
Google Meet เป็นคู่แข่งของ Skype ที่แข็งแกร่งและใช้งานง่าย คุณต้องมีบัญชี Google เพื่อเข้าถึงการโทร แต่เมื่อล็อกอินแล้วก็สร้างการประชุมและเชิญผู้เข้าร่วมได้ทันที ฟีเจอร์การมีส่วนร่วมของ Google Meet เช่น การยกมือ ปฏิกิริยาอิโมจิ Breakout Room และแชทในที่ประชุม ทำให้แชร์ความคิดเห็นระหว่างประชุมได้ง่ายโดยไม่ขัดจังหวะผู้พูด
แพ็กเกจฟรีของ Google Meet เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ใช้งานรายบุคคล แต่อาจมีข้อจำกัดสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยจัดประชุมได้สูงสุด 100 คน นาน 60 นาที พร้อมแชร์หน้าจอและบันทึกเซสชันได้
4. RingCentral MVP — สำหรับบริษัทที่เน้นระบบโทรศัพท์เป็นหลัก


จุดเด่น: โทรระหว่างประเทศราคาถูก, รองรับทีมทุกขนาด, มีการเข้ารหัส End-to-End และมาตรการ Compliance
ข้อจำกัด: อาจมีราคาแพงโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่, ฟีเจอร์การส่งข้อความจำกัด
ระบบโทรศัพท์คลาวด์ฟีเจอร์ครบของ RingCentral มอบโซลูชันการสื่อสารแบบครบวงจร ทั้งโทรศัพท์ การส่งข้อความ และวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เหมาะสำหรับทั้งผู้บริโภคทั่วไปและธุรกิจ สามารถเชื่อมต่อระบบโทรศัพท์กับแอปพลิเคชันธุรกิจอื่นๆ เช่น Gmail, Salesforce, Zendesk และ Outlook ได้ และมาพร้อมความปลอดภัยและการเข้ารหัสระดับองค์กร
ผู้ใช้พบว่าข้อเสียหลักของ RingCentral คืออินเทอร์เฟซที่ใช้งานไม่ค่อยง่าย ฟีเจอร์การส่งข้อความที่จำกัดกว่า และระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลการโทรที่สั้น อีกทั้งยังมีราคาแพงกว่าแอปอื่นอย่าง Skype และ Zoom
5. Webex — สำหรับความต้องการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด


จุดเด่น: ฟีเจอร์การเชื่อมต่อที่หลากหลาย, ระบบความปลอดภัยแข็งแกร่งทั้งการเข้ารหัสและมาตรฐานอุตสาหกรรม
ข้อจำกัด: พื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์จำกัด, การโทรระหว่างประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
Webex เป็นทางเลือกแทน Skype ระดับองค์กร แพ็กเกจฟรีให้จัดประชุมได้นาน 40 นาที สำหรับผู้เข้าร่วมสูงสุด 100 คน
Webex มีการเข้ารหัสแบบ End-to-End และใช้กรอบความปลอดภัยแบบ Zero-Trust ที่ตรวจสอบผู้ใช้และอุปกรณ์ทุกครั้ง ผู้จัดการประชุมมีการควบคุมการเข้าร่วม การแชร์เนื้อหา และสิทธิ์การบันทึกอย่างละเอียด Webex จึงเหมาะกับองค์กรที่มีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบเข้มงวด และทุกแพ็กเกจสามารถใช้ Single Sign-On (SSO) และการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนได้
6. Slack — สำหรับแชทเรียลไทม์และการโทรแบบสบายๆ


จุดเด่น: เชื่อมต่อและทำงานอัตโนมัติกับแอปภายนอกได้, อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายและปรับแต่งได้, ราคาเข้าถึงได้สำหรับทีมเล็ก
ข้อจำกัด: มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว, คุณภาพเสียงและวิดีโอไม่แข็งแกร่งมากนัก
คุณสามารถใช้ Slack ส่งข้อความและเสียงบันทึก หรือโทรวิดีโอได้ แม้ว่าจะออกแบบมาเพื่อการส่งข้อความเป็นหลัก คุณภาพวิดีโอและเสียงจึงอาจไม่แข็งแกร่งเท่าทางเลือกอื่นในรายการนี้ แพ็กเกจฟรีของ Slack ค่อนข้างจำกัด รองรับเพียง 2 คนต่อกลุ่มเท่านั้น
7. Viber — สำหรับการส่งข้อความและโทรระหว่างประเทศ


จุดเด่น: แพ็กเกจฟรียืดหยุ่น, แชทกลุ่มได้สูงสุด 250 คน, อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายและปรับแต่งได้
ข้อจำกัด: มีโฆษณาในแพ็กเกจฟรี, ต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ในการสมัคร
คุณจะพบทั้งการโทรเสียง/วิดีโอ การส่งข้อความ และแชทกลุ่มเหมือนกับคู่แข่ง Skype รายอื่น Viber ให้บริการโทร ส่งข้อความ และวิดีโอคอลฟรี และหากยินดีจ่ายเพิ่มเล็กน้อย ก็สามารถเพิ่มการโทรระหว่างประเทศได้ แพ็กเกจฟรีมีโฆษณา แต่ Viber ระบุว่าเป็น “ad lite” คือโฆษณาจะไม่รบกวนมากและปรากฏเฉพาะช่วงท้ายของวิดีโอคอลเท่านั้น
ความแตกต่างใหญ่ที่สุดระหว่าง Skype กับ Viber คือ Viber ต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ในการสมัคร หากไม่มีเบอร์มือถือก็ใช้ Viber ไม่ได้
8. Discord — สำหรับการสื่อสารในทีมแบบสบายๆ ผ่านห้องเสียง/วิดีโอ


จุดเด่น: ราคาประหยัด, ไม่มีโฆษณา, สร้างชุมชนได้ดี
ข้อจำกัด: การโทรจำกัดผู้เข้าร่วมที่ 25 คน, มีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว, ไม่มีระบบบันทึกการโทรในตัว
เดิมออกแบบมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มแชทของเกมเมอร์ Discord เป็นทางเลือกแทน Skype สำหรับธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำ เหมาะที่สุดสำหรับทีมขนาดเล็ก 25 คนหรือน้อยกว่า ระยะเวลาประชุมไม่จำกัด การแชร์หน้าจอ และฟีเจอร์ Breakout Room ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและราคาย่อมเยากว่ามาก แม้แต่แพ็กเกจฟรีก็ไม่มีโฆษณา
ผู้ใช้เคยพูดถึงปัญหาความเป็นส่วนตัวของ Discord แม้จะมีการป้องกัน DDoS และป้องกันที่อยู่ IP แต่ก็มีผู้ใช้บางรายร้องเรียนเรื่องข้อมูลรั่วไหลและข้อมูลตำแหน่งส่วนตัวถูกเปิดเผย การจัดการหลายเซิร์ฟเวอร์และต้องสลับไปมาก็อาจเป็นเรื่องยุ่งยากเช่นกัน
9. GoTo Meeting — สำหรับวิดีโอคอนเฟอเรนซ์พื้นฐาน


จุดเด่น: รองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก, เชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นได้ง่าย, ความปลอดภัยแข็งแกร่ง
ข้อจำกัด: ไม่มีแพ็กเกจฟรี มีเพียงทดลองใช้ฟรี 14 วัน, เรียนรู้ใช้งานค่อนข้างยาก
GoTo Meeting เป็นทางเลือกแทน Skype ที่เหมาะกับงบประมาณของธุรกิจ ด้วยฟีเจอร์ถอดเสียงการประชุมและจำนวนผู้เข้าร่วมที่มากกว่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการรักษาการสื่อสารเสมือนจริงโดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมากนัก
แม้จะไม่มีแพ็กเกจฟรี แต่ค่าสมัครสมาชิกก็อยู่ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาคุณภาพวิดีโอและเสียงระดับสูง การแชร์หน้าจอ การบันทึก แชท และฟีเจอร์บันทึกด้วย AI แบบเบต้า ผู้ใช้สามารถเข้าร่วมการโทรได้ทันทีโดยไม่ต้องมีบัญชีหรือตั้งค่าเพิ่มเติม พร้อมการป้องกันด้วยรหัสผ่าน การล็อกการประชุม และการเข้ารหัสความปลอดภัย
วิธีเลือกทางเลือกแทน Skype ที่ดีที่สุดสำหรับทีมของคุณ
การปิดตัวของ Skype ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับระบบสื่อสารขององค์กร ต่อไปนี้คือปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเพื่อเลือกเครื่องมือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ตัวใหม่ที่เหมาะสมที่สุด:
- ขนาดทีมและลักษณะการใช้งาน — หากทำงานกับทีมขนาดเล็ก (น้อยกว่า 25 คน) เครื่องมือฟรีอาจเพียงพอ ควรพิจารณาขนาดทีมปัจจุบัน ฟีเจอร์ที่จำเป็น และแผนการขยายทีมในอนาคต
- คุณภาพวิดีโอและเสียง — หากต้องประชุมกับลูกค้าเป็นประจำและต้องการสร้างความประทับใจ อาจคุ้มค่าที่จะลงทุนในเครื่องมือที่เน้นคุณภาพวิดีโอและประสิทธิภาพเสียงโดยเฉพาะ
- ความง่ายในการใช้งาน — เครื่องมือที่มีฟีเจอร์เยอะอย่าง Microsoft Teams มักเรียนรู้ใช้งานได้ยากกว่า ควรเลือกแพลตฟอร์มที่สมดุลระหว่างฟีเจอร์ที่ครบครันกับอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
- การเชื่อมต่อกับเครื่องมือที่มีอยู่ — พิจารณาว่าเครื่องมือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ต้องเชื่อมต่อกับชุดเครื่องมือเดิมมากแค่ไหน โซลูชันที่มีความสามารถเชื่อมต่อสูงอย่าง Zoom จะให้ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อได้
- ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ — หากอยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานอย่าง HIPAA และ GDPR ควรตรวจสอบตัวเลือกอย่างละเอียดว่าตอบโจทย์มาตรฐานเหล่านั้นหรือไม่
- ฟีเจอร์การทำงานร่วมกัน — พิจารณาว่าทีมสื่อสารกันอย่างไรและอยู่ที่ไหน สำหรับทีมที่ทำงานทางไกลทั้งหมด ฟีเจอร์อย่างกล่องแชทในที่ประชุมหรือการแก้ไขไฟล์ร่วมกันอาจสำคัญกว่าทีมแบบไฮบริดหรือทำงานในออฟฟิศ
- ความสามารถในการขยายสเกล — พิจารณาว่าทีมจะเติบโตแค่ไหน และค่าใช้จ่ายของที่นั่งใหม่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นเท่าไหร่ มองหาฟีเจอร์อย่างราคาแบบขั้นบันไดหรือตามการใช้งาน เครื่องมือแอดมินจัดการผู้ใช้แบบรวมศูนย์ ชุดการเชื่อมต่อที่หลากหลาย และเครื่องมือติดตามผลขั้นสูง
- งบประมาณเทียบกับคุณค่า — ชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับคุณค่าอย่างรอบคอบ การประหยัดเงินอาจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหลายองค์กร แต่การประหยัดเกินไปก็อาจส่งผลเสียในระยะยาว หากโซลูชันที่เลือกไม่มีฟีเจอร์ที่จำเป็น
สรุป: Zoom คือทางเลือกที่เปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกันขององค์กร
ทีมงานแบบไฮบริด ทำงานทางไกล และกระจายตัวทั่วโลกคือมาตรฐานปกติในปี 2025 นั่นหมายความว่าองค์กรต้องการเครื่องมือสื่อสารที่ตอบโจทย์ได้ครบวงจร ทั้งวิดีโอคอล การส่งข้อความ และการทำงานร่วมกันในที่เดียว
Zoom Workplace ช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ ออกแบบมาเพื่อต่อยอดจากฟีเจอร์การประชุมวิดีโอและการส่งข้อความมาตรฐาน ด้วยความปลอดภัยที่เสริมความแข็งแกร่ง การเข้ารหัสแบบ End-to-End สำหรับการประชุม คุณภาพวิดีโอระดับ 4K ที่ดีขึ้น และฟีเจอร์การทำงานร่วมกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก ทำให้กลายเป็นทางเลือกแทน Skype ที่ทันสมัยอย่างแท้จริง
สรุปสั้นๆ:
“Skype ปิดฉากลงแล้ว แต่การสื่อสารขององค์กรไม่ต้องหยุดชะงัก เลือกเครื่องมือที่ครบทั้งวิดีโอ แชท และความปลอดภัยในแพลตฟอร์มเดียว”
บทความนี้เรียบเรียงและแปลโดย NexviaTech จากบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษของ Zoom เรื่อง “9 Skype alternatives to switch to in 2025” อ่านต้นฉบับได้ที่ https://www.zoom.com/en/blog/skype-alternatives/