9 ทางเลือกแทน Skype ที่ควรเปลี่ยนมาใช้ในปี 2026

9 ทางเลือกแทน Skype สำหรับการสื่อสารที่ดีขึ้น

เมื่อ Skype ปิดตัว องค์กรต้องมองหาทางเลือกใหม่

เมื่อ Skype ให้บริการครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2025 นับเป็นการปิดฉากยุคสมัยสำหรับองค์กรที่ใช้งานเพื่อการประชุมทางวิดีโอมาตลอดสองทศวรรษ หากคุณกำลังมองหาทางเลือกแทน Skype ที่ดีที่สุด บทความนี้รวบรวม 9 โซลูชันด้านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์และการโทรด้วยเสียงที่ดีที่สุดในปี 2025 ไว้ให้แล้ว

คุณจะได้เรียนรู้วิธีเลือกทางเลือกแทน Skype ที่เหมาะกับองค์กรของคุณ พร้อมตัวเลือกทั้ง 9 รายการให้พิจารณา และวิธีอัปเกรดชุดเครื่องมือด้านการสื่อสารขององค์กรให้ดีขึ้นอย่างครบวงจร

ตารางเปรียบเทียบ 9 ทางเลือกแทน Skype ที่ดีที่สุด

ซอฟต์แวร์ เหมาะกับ ฟีเจอร์เด่น ราคาเริ่มต้น
Zoom Workplace การประชุมวิดีโอและการทำงานร่วมกันแบบครบวงจร ผู้เข้าร่วมโต้ตอบได้สูงสุด 100 คน, ถอดเสียง/คำบรรยายสด, มุมมองแกลเลอรี, Breakout Room, สรุปการประชุมด้วย AI, แชทต่อเนื่อง, โพล, วิดีโอ/เสียงคุณภาพสูง, ความปลอดภัยระดับองค์กร แพ็กเกจฟรี / เริ่มต้น $13.32/เดือน
Microsoft Teams ผู้ใช้งานในระบบนิเวศ Microsoft เชื่อมต่อ Microsoft 365 ไร้รอยต่อ, ศูนย์กลางการสื่อสารครบวงจร แพ็กเกจฟรี / Teams Essentials $4/เดือน
Google Meet ประชุมผ่านเบราว์เซอร์ที่รวดเร็ว วิดีโอ/เสียงคุณภาพสูง, คำบรรยายสด, โพลและ Q&A, ติดตามการเข้าร่วม ฟรี / Business Starter $6/ผู้ใช้/เดือน
RingCentral MVP บริษัทที่เน้นระบบโทรศัพท์เป็นหลัก โทรระหว่างประเทศไม่จำกัด, แชทไม่จำกัด, จัดเก็บไฟล์และจัดการงาน, ระบบโทรศัพท์ระดับธุรกิจ $30/ผู้ใช้/เดือน (ชำระรายเดือน)
Webex องค์กรที่ต้องการความปลอดภัยเข้มงวด ผู้ช่วย AI (แพ็กเกจเสียเงิน), โพลสด, Q&A, ประชุมได้สูงสุด 100 คนในแพ็กเกจฟรี ฟรี / Webex Meet $12/เดือน/ไลเซนส์
Slack ประชุมย่อยแบบรวดเร็ว การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์, โทรในแอป ฟรี / Pro $8.75/เดือน (ชำระรายเดือน)
Viber การส่งข้อความและโทรระหว่างประเทศ แชทกลุ่ม, แชร์ไฟล์ทุกประเภท, โทรเสียง/วิดีโอได้สูงสุด 40 คน ฟรี / Viber Plus $1.99/เดือน
Discord การสื่อสารในทีมแบบสบายๆ ผ่านห้องเสียง/วิดีโอ ระยะเวลาประชุมไม่จำกัด, Breakout Room, บอทเซิร์ฟเวอร์สำหรับควบคุมอัตโนมัติ ฟรี / Nitro $5/เดือน
GoTo Meeting วิดีโอคอนเฟอเรนซ์พื้นฐานราคาประหยัด ฟีเจอร์ความปลอดภัยของการประชุม, ถอดเสียงการประชุม, เครื่องมือวาดและใส่คำอธิบายในที่ประชุม เริ่มต้น $12/เดือน/องค์กร

*ราคาอ้างอิง ณ เดือนกันยายน 2025 กรุณาตรวจสอบราคาและฟีเจอร์ล่าสุดโดยตรงกับแต่ละบริษัท

1. Zoom — ประชุมวิดีโอและทำงานร่วมกันแบบครบวงจร

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ Zoom
โลโก้ Zoom Workplace

จุดเด่น: แชร์หน้าจอได้ยืดหยุ่น, ทำงานร่วมกันง่าย, ตอบโจทย์มาตรฐาน Compliance หลายรายการ, มีระบบตัดเสียงรบกวนด้วย AI ในตัว
ข้อจำกัด: แพ็กเกจฟรีจำกัดเวลาประชุมที่ 40 นาที

Zoom Workplace เป็นที่รู้จักในฐานะแพลตฟอร์ม UCaaS แบบครบวงจรที่มีพลวัตสูง ผสานรวมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ากับโทรศัพท์ แชท และเครื่องมือการทำงานร่วมกันอื่นๆ คุณสามารถเริ่มจัดประชุมวิดีโอความละเอียดสูงไม่จำกัดจำนวนครั้ง สำหรับผู้เข้าร่วมสูงสุด 100 คน ครั้งละ 40 นาทีได้ในแพ็กเกจ Basic

ฟีเจอร์เด่นอื่นๆ ของ Zoom ได้แก่:

  • แชร์หน้าจอแบบยืดหยุ่น: แชร์ได้ตั้งแต่หน้าจอทั้งหมด บางส่วนของหน้าจอ เสียงจากอุปกรณ์ ไปจนถึงวิดีโอจากกล้องตัวที่สอง
  • ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์: ผู้เข้าร่วมเขียนหรือวาดบนหน้าจอที่แชร์ และแก้ไขไฟล์ร่วมกันได้ ทั้ง Zoom Canvas, Google Docs และไฟล์ Microsoft Office
  • Zoom Chat: ส่งข้อความและแชร์ไฟล์กับทีมงานได้ในไม่กี่คลิก รวมถึงระหว่างประชุม เมื่อเปิดใช้แชทต่อเนื่อง คุณยังเข้าถึงข้อความที่ส่งระหว่างประชุมได้แม้ประชุมจบไปแล้ว
  • Zoom AI: สรุปการประชุมและตอบคำถามระหว่างประชุมช่วยให้ติดตามทุกบทสนทนาได้ ทั้งรับสรุปที่สร้างด้วย AI พร้อมข้อมูลเชิงลึกและ Action Item หรือถามคำถามเกี่ยวกับบทสนทนาแบบเรียลไทม์โดยไม่ขัดจังหวะการประชุม

นอกจากนี้ Zoom ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวระดับองค์กร โดยสามารถเปิดใช้การเข้ารหัสแบบ End-to-End (E2EE) สำหรับการประชุมได้ แอดมินสามารถใช้การควบคุมเส้นทางข้อมูลเพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของข้อมูลได้ดีขึ้น พร้อมฟีเจอร์ความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น ห้องรอ การควบคุมสิทธิ์ตามบทบาท และรหัสผ่านการประชุม

2. Microsoft Teams — สำหรับผู้ใช้งานในระบบนิเวศ Microsoft

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ Microsoft Teams
โลโก้ Microsoft Teams

จุดเด่น: เข้าถึงเครื่องมือ Microsoft ได้ง่าย, ขยายสเกลได้ดี, ความปลอดภัยระดับองค์กร
ข้อจำกัด: แพ็กเกจฟรีครอบคลุมแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน ต้องอัปเกรดเป็น Premium สำหรับฟีเจอร์เพิ่มเติม, เรียนรู้ใช้งานยากกว่า, Microsoft 365 Copilot มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

Microsoft Teams มอบประสบการณ์การโทรเสียงและวิดีโอที่ใช้งานง่าย เริ่มวิดีโอคอลได้จากแอปหรือเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเพิ่มเติม การแชร์หน้าจอก็ตรงไปตรงมาเช่นกัน ด้วยฟีเจอร์ไวท์บอร์ดที่ให้ผู้เข้าร่วมเพิ่มโน้ตและความคิดเห็นได้

Microsoft Teams เป็นตัวเลือกที่ตรงไปตรงมาหากคุณอยู่ในระบบนิเวศ Microsoft อยู่แล้ว เข้าถึง Word, OneDrive, PowerPoint และเครื่องมืออื่นๆ ได้ในไม่กี่คลิกภายใน Teams อีกทั้งยังปลอดภัยกว่า Skype มาก ด้วยการเข้ารหัสแบบ End-to-End พื้นที่จัดเก็บที่มากขึ้น และการจัดการข้อมูลที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าอินเทอร์เฟซที่ซับซ้อนเป็นข้อเสียเล็กน้อย

3. Google Meet — สำหรับการประชุมผ่านเบราว์เซอร์ที่รวดเร็ว

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ Google Meet
โลโก้ Google Meet

จุดเด่น: เชื่อมต่อกับเครื่องมือ Google อื่นๆ ได้ง่าย, ดีไซน์ใช้งานง่าย, มีระบบตัดเสียงรบกวนในตัว
ข้อจำกัด: ข้อจำกัดด้านการแชร์หน้าจอ, ใช้ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ค่อนข้างมาก, ไม่มีแอปเดสก์ท็อป

Google Meet เป็นคู่แข่งของ Skype ที่แข็งแกร่งและใช้งานง่าย คุณต้องมีบัญชี Google เพื่อเข้าถึงการโทร แต่เมื่อล็อกอินแล้วก็สร้างการประชุมและเชิญผู้เข้าร่วมได้ทันที ฟีเจอร์การมีส่วนร่วมของ Google Meet เช่น การยกมือ ปฏิกิริยาอิโมจิ Breakout Room และแชทในที่ประชุม ทำให้แชร์ความคิดเห็นระหว่างประชุมได้ง่ายโดยไม่ขัดจังหวะผู้พูด

แพ็กเกจฟรีของ Google Meet เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ใช้งานรายบุคคล แต่อาจมีข้อจำกัดสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยจัดประชุมได้สูงสุด 100 คน นาน 60 นาที พร้อมแชร์หน้าจอและบันทึกเซสชันได้

4. RingCentral MVP — สำหรับบริษัทที่เน้นระบบโทรศัพท์เป็นหลัก

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ RingCentral
โลโก้ RingCentral MVP

จุดเด่น: โทรระหว่างประเทศราคาถูก, รองรับทีมทุกขนาด, มีการเข้ารหัส End-to-End และมาตรการ Compliance
ข้อจำกัด: อาจมีราคาแพงโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่, ฟีเจอร์การส่งข้อความจำกัด

ระบบโทรศัพท์คลาวด์ฟีเจอร์ครบของ RingCentral มอบโซลูชันการสื่อสารแบบครบวงจร ทั้งโทรศัพท์ การส่งข้อความ และวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เหมาะสำหรับทั้งผู้บริโภคทั่วไปและธุรกิจ สามารถเชื่อมต่อระบบโทรศัพท์กับแอปพลิเคชันธุรกิจอื่นๆ เช่น Gmail, Salesforce, Zendesk และ Outlook ได้ และมาพร้อมความปลอดภัยและการเข้ารหัสระดับองค์กร

ผู้ใช้พบว่าข้อเสียหลักของ RingCentral คืออินเทอร์เฟซที่ใช้งานไม่ค่อยง่าย ฟีเจอร์การส่งข้อความที่จำกัดกว่า และระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลการโทรที่สั้น อีกทั้งยังมีราคาแพงกว่าแอปอื่นอย่าง Skype และ Zoom

5. Webex — สำหรับความต้องการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ Webex
โลโก้ Webex

จุดเด่น: ฟีเจอร์การเชื่อมต่อที่หลากหลาย, ระบบความปลอดภัยแข็งแกร่งทั้งการเข้ารหัสและมาตรฐานอุตสาหกรรม
ข้อจำกัด: พื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์จำกัด, การโทรระหว่างประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

Webex เป็นทางเลือกแทน Skype ระดับองค์กร แพ็กเกจฟรีให้จัดประชุมได้นาน 40 นาที สำหรับผู้เข้าร่วมสูงสุด 100 คน

Webex มีการเข้ารหัสแบบ End-to-End และใช้กรอบความปลอดภัยแบบ Zero-Trust ที่ตรวจสอบผู้ใช้และอุปกรณ์ทุกครั้ง ผู้จัดการประชุมมีการควบคุมการเข้าร่วม การแชร์เนื้อหา และสิทธิ์การบันทึกอย่างละเอียด Webex จึงเหมาะกับองค์กรที่มีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบเข้มงวด และทุกแพ็กเกจสามารถใช้ Single Sign-On (SSO) และการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนได้

6. Slack — สำหรับแชทเรียลไทม์และการโทรแบบสบายๆ

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ Slack
โลโก้ Slack

จุดเด่น: เชื่อมต่อและทำงานอัตโนมัติกับแอปภายนอกได้, อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายและปรับแต่งได้, ราคาเข้าถึงได้สำหรับทีมเล็ก
ข้อจำกัด: มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว, คุณภาพเสียงและวิดีโอไม่แข็งแกร่งมากนัก

คุณสามารถใช้ Slack ส่งข้อความและเสียงบันทึก หรือโทรวิดีโอได้ แม้ว่าจะออกแบบมาเพื่อการส่งข้อความเป็นหลัก คุณภาพวิดีโอและเสียงจึงอาจไม่แข็งแกร่งเท่าทางเลือกอื่นในรายการนี้ แพ็กเกจฟรีของ Slack ค่อนข้างจำกัด รองรับเพียง 2 คนต่อกลุ่มเท่านั้น

7. Viber — สำหรับการส่งข้อความและโทรระหว่างประเทศ

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ Viber
โลโก้ Viber

จุดเด่น: แพ็กเกจฟรียืดหยุ่น, แชทกลุ่มได้สูงสุด 250 คน, อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายและปรับแต่งได้
ข้อจำกัด: มีโฆษณาในแพ็กเกจฟรี, ต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ในการสมัคร

คุณจะพบทั้งการโทรเสียง/วิดีโอ การส่งข้อความ และแชทกลุ่มเหมือนกับคู่แข่ง Skype รายอื่น Viber ให้บริการโทร ส่งข้อความ และวิดีโอคอลฟรี และหากยินดีจ่ายเพิ่มเล็กน้อย ก็สามารถเพิ่มการโทรระหว่างประเทศได้ แพ็กเกจฟรีมีโฆษณา แต่ Viber ระบุว่าเป็น “ad lite” คือโฆษณาจะไม่รบกวนมากและปรากฏเฉพาะช่วงท้ายของวิดีโอคอลเท่านั้น

ความแตกต่างใหญ่ที่สุดระหว่าง Skype กับ Viber คือ Viber ต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ในการสมัคร หากไม่มีเบอร์มือถือก็ใช้ Viber ไม่ได้

8. Discord — สำหรับการสื่อสารในทีมแบบสบายๆ ผ่านห้องเสียง/วิดีโอ

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ Discord
โลโก้ Discord

จุดเด่น: ราคาประหยัด, ไม่มีโฆษณา, สร้างชุมชนได้ดี
ข้อจำกัด: การโทรจำกัดผู้เข้าร่วมที่ 25 คน, มีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว, ไม่มีระบบบันทึกการโทรในตัว

เดิมออกแบบมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มแชทของเกมเมอร์ Discord เป็นทางเลือกแทน Skype สำหรับธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำ เหมาะที่สุดสำหรับทีมขนาดเล็ก 25 คนหรือน้อยกว่า ระยะเวลาประชุมไม่จำกัด การแชร์หน้าจอ และฟีเจอร์ Breakout Room ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและราคาย่อมเยากว่ามาก แม้แต่แพ็กเกจฟรีก็ไม่มีโฆษณา

ผู้ใช้เคยพูดถึงปัญหาความเป็นส่วนตัวของ Discord แม้จะมีการป้องกัน DDoS และป้องกันที่อยู่ IP แต่ก็มีผู้ใช้บางรายร้องเรียนเรื่องข้อมูลรั่วไหลและข้อมูลตำแหน่งส่วนตัวถูกเปิดเผย การจัดการหลายเซิร์ฟเวอร์และต้องสลับไปมาก็อาจเป็นเรื่องยุ่งยากเช่นกัน

9. GoTo Meeting — สำหรับวิดีโอคอนเฟอเรนซ์พื้นฐาน

ภาพหน้าจอเว็บไซต์ GoTo Meeting
โลโก้ GoTo Meeting

จุดเด่น: รองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก, เชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นได้ง่าย, ความปลอดภัยแข็งแกร่ง
ข้อจำกัด: ไม่มีแพ็กเกจฟรี มีเพียงทดลองใช้ฟรี 14 วัน, เรียนรู้ใช้งานค่อนข้างยาก

GoTo Meeting เป็นทางเลือกแทน Skype ที่เหมาะกับงบประมาณของธุรกิจ ด้วยฟีเจอร์ถอดเสียงการประชุมและจำนวนผู้เข้าร่วมที่มากกว่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการรักษาการสื่อสารเสมือนจริงโดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมากนัก

แม้จะไม่มีแพ็กเกจฟรี แต่ค่าสมัครสมาชิกก็อยู่ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาคุณภาพวิดีโอและเสียงระดับสูง การแชร์หน้าจอ การบันทึก แชท และฟีเจอร์บันทึกด้วย AI แบบเบต้า ผู้ใช้สามารถเข้าร่วมการโทรได้ทันทีโดยไม่ต้องมีบัญชีหรือตั้งค่าเพิ่มเติม พร้อมการป้องกันด้วยรหัสผ่าน การล็อกการประชุม และการเข้ารหัสความปลอดภัย

วิธีเลือกทางเลือกแทน Skype ที่ดีที่สุดสำหรับทีมของคุณ

การปิดตัวของ Skype ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับระบบสื่อสารขององค์กร ต่อไปนี้คือปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเพื่อเลือกเครื่องมือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ตัวใหม่ที่เหมาะสมที่สุด:

  • ขนาดทีมและลักษณะการใช้งาน — หากทำงานกับทีมขนาดเล็ก (น้อยกว่า 25 คน) เครื่องมือฟรีอาจเพียงพอ ควรพิจารณาขนาดทีมปัจจุบัน ฟีเจอร์ที่จำเป็น และแผนการขยายทีมในอนาคต
  • คุณภาพวิดีโอและเสียง — หากต้องประชุมกับลูกค้าเป็นประจำและต้องการสร้างความประทับใจ อาจคุ้มค่าที่จะลงทุนในเครื่องมือที่เน้นคุณภาพวิดีโอและประสิทธิภาพเสียงโดยเฉพาะ
  • ความง่ายในการใช้งาน — เครื่องมือที่มีฟีเจอร์เยอะอย่าง Microsoft Teams มักเรียนรู้ใช้งานได้ยากกว่า ควรเลือกแพลตฟอร์มที่สมดุลระหว่างฟีเจอร์ที่ครบครันกับอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
  • การเชื่อมต่อกับเครื่องมือที่มีอยู่ — พิจารณาว่าเครื่องมือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ต้องเชื่อมต่อกับชุดเครื่องมือเดิมมากแค่ไหน โซลูชันที่มีความสามารถเชื่อมต่อสูงอย่าง Zoom จะให้ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อได้
  • ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ — หากอยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานอย่าง HIPAA และ GDPR ควรตรวจสอบตัวเลือกอย่างละเอียดว่าตอบโจทย์มาตรฐานเหล่านั้นหรือไม่
  • ฟีเจอร์การทำงานร่วมกัน — พิจารณาว่าทีมสื่อสารกันอย่างไรและอยู่ที่ไหน สำหรับทีมที่ทำงานทางไกลทั้งหมด ฟีเจอร์อย่างกล่องแชทในที่ประชุมหรือการแก้ไขไฟล์ร่วมกันอาจสำคัญกว่าทีมแบบไฮบริดหรือทำงานในออฟฟิศ
  • ความสามารถในการขยายสเกล — พิจารณาว่าทีมจะเติบโตแค่ไหน และค่าใช้จ่ายของที่นั่งใหม่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นเท่าไหร่ มองหาฟีเจอร์อย่างราคาแบบขั้นบันไดหรือตามการใช้งาน เครื่องมือแอดมินจัดการผู้ใช้แบบรวมศูนย์ ชุดการเชื่อมต่อที่หลากหลาย และเครื่องมือติดตามผลขั้นสูง
  • งบประมาณเทียบกับคุณค่า — ชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับคุณค่าอย่างรอบคอบ การประหยัดเงินอาจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหลายองค์กร แต่การประหยัดเกินไปก็อาจส่งผลเสียในระยะยาว หากโซลูชันที่เลือกไม่มีฟีเจอร์ที่จำเป็น

สรุป: Zoom คือทางเลือกที่เปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกันขององค์กร

ทีมงานแบบไฮบริด ทำงานทางไกล และกระจายตัวทั่วโลกคือมาตรฐานปกติในปี 2025 นั่นหมายความว่าองค์กรต้องการเครื่องมือสื่อสารที่ตอบโจทย์ได้ครบวงจร ทั้งวิดีโอคอล การส่งข้อความ และการทำงานร่วมกันในที่เดียว

Zoom Workplace ช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ ออกแบบมาเพื่อต่อยอดจากฟีเจอร์การประชุมวิดีโอและการส่งข้อความมาตรฐาน ด้วยความปลอดภัยที่เสริมความแข็งแกร่ง การเข้ารหัสแบบ End-to-End สำหรับการประชุม คุณภาพวิดีโอระดับ 4K ที่ดีขึ้น และฟีเจอร์การทำงานร่วมกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก ทำให้กลายเป็นทางเลือกแทน Skype ที่ทันสมัยอย่างแท้จริง

สรุปสั้นๆ:
“Skype ปิดฉากลงแล้ว แต่การสื่อสารขององค์กรไม่ต้องหยุดชะงัก เลือกเครื่องมือที่ครบทั้งวิดีโอ แชท และความปลอดภัยในแพลตฟอร์มเดียว”

บทความนี้เรียบเรียงและแปลโดย NexviaTech จากบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษของ Zoom เรื่อง “9 Skype alternatives to switch to in 2025” อ่านต้นฉบับได้ที่ https://www.zoom.com/en/blog/skype-alternatives/

For Business

พร้อมเปลี่ยนจาก Skype มาใช้ Zoom แล้วหรือยัง?

ให้ NexviaTech ช่วยวางระบบ Zoom Workplace สำหรับองค์กรของคุณ พร้อมใบกำกับภาษีและทีมซัพพอร์ตดูแลเป็นภาษาไทย

ดูแพ็กเกจและสั่งซื้อ →

🛡️ มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเลือกแพ็กเกจที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับองค์กรคุณ

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.